|
ข้อบังคับสามคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย ประวัดิการจัดตั้งสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย การปกครองรูปแบบเทศบาล เป็นการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่นดำเนินการปกครองตนเอง ตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเริ่มจากการจัดตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพ ฯ ร.ศ.116 (พ.ศ.2440) โดยมีพระราชกำหนดสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร.ศ.116 ในส่วนภูมิภาค มีการตราพระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาล ท่าฉลอม ร.ศ.124 (พ.ศ.2448) ขึ้นมีวิวัฒนาการเรื่อย ๆ มา จนถึงปี พ.ศ.2475 ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้มีการ กระจายอำนาจการปกครองที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดยมีการจัดตั้งเทศบาลขึ้นในปี พ.ศ.2476 โดยมีการตราพระราชบัญญัติ จัดระเบียบเทศบาล พ.ศ.2476 มีการยกฐานะสุขาภิบาลขึ้นเป็นเทศบาลหลายแห่ง ต่อมาได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงยกเลิก กฎหมายเกี่ยวกับเทศบาลหลายครั้ง จนในที่สุดได้มีการตราพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 ยกเลิกพระราชบัญญัติเดิม ทั้งหมดขณะนี้ยังมีผลบังคับใช้ซึ่งมีการแก้ไขครั้งสุดท้าย โดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2543 จากวิวัฒนา การรูปแบบการปกครองท้องถิ่นจนถึงปัจจุบัน มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ได้ยกเลิกการปกครองท้องถิ่น รูปสุขาภิบาลจนหมดสิ้น ตามพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ.2542 ทำให้มีเทศบาลใน ปัจจุบันทั้งสิ้น จำนวน 1,129 แห่ง
จากที่กล่าวข้างต้นผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า การปกครองท้องถิ่นได้เริ่มต้นมาเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว แต่การปกครอง ท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นรูปใดก็ยังไม่เข้มแข็งพอแต่พอจะเป็นหลักได้บ้างก็คือการปกครองท้องถิ่นรูปแบบของกรุงเทพมหานคร และเทศบาลเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลหลายรัฐบาลได้พยายามที่จะพัฒนารูปแบบให้เหมาะสมกับประเทศไทยอยู่หลายครั้ง โดยมี การทดลองรูปแบบเมืองพัทยาแต่ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควรจึงกลับมาดำเนินการในรูปแบบเทศบาล โดยให้เมืองพัทยาบริหารตาม รูปแบบของเทศบาลนคร ในปัจจุบันนี้กฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 78 ให้ สามารถรวมการปกครองท้องถิ่นในจังหวัดให้เป็นท้องถิ่นขนาดใหญ่ทั้งจังหวัดได้ดังนี้ " มาตรา 78 รัฐต้องกระจายอำนาจให้ ท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการท้องถิ่นได้เอง พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึง และเท่าเทียมกันทั่วประเทศรวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้ เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมย์ของประชาชนในจังหวัดนั้น "
การบริหารงานรูปแบบเทศบาลมีข้าราชการอยู่ 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายบริหาร หรือคณะเทศมนตรีซึ่งมาจากการ เลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนในท้องถิ่นมาทำหน้าที่บริหารงานและวางนโยบายการบริหารงาน ฝ่ายที่สอง คือ ฝ่ายพนักงาน ประจำหรือฝ่ายพนักงานเทศบาลอันมีปลัดเทศบาลเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดมีหัวหน้าหน่วยงานต่าง ๆ ตามที่กระทรวงมหาดไทย กำหนดเป็นผู้ช่วย การบริหารงานจะมีความก้าวหน้าจึงอยู่ที่ความสามัคคีของทั้งสองฝ่ายสามารถปฏิบัติงานร่วมกันได้ อย่างไม่มีความขัดแย้งการบริหารงานรูปแบบเทศบาลกระจัดกระจายอยู่ในเมืองใหญ่ ๆ ทั่วประเทศ มีการบริการงานที่มีความ อิสระแยกจากันโดยชิ้นเชิง เพราะเทศบาลแต่ละแห่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายเพียงแต่บริหารงานภายใต้กฎหมาย ฉบับเดี่ยวกัน การที่หน่วยงานเทศบาลไม่ได้มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดจึงทำให้การบริหารงานแตกต่างกัน ซึ่งได้มีความคิด เห็นพร้องต้องกันในเทศบาล จำนวน 117 แห่ง ทั่วประเทศเห็นว่าควรจะมีความสัมพันธ์กันให้มากยิ่งขึ้น จึงได้ร่วมกันจัดตั้ง สันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทยขึ้น โดยมีการจัดประชุมใหญ่ปีละ1 ครั้ง ทำให้นายกเทศมนตรีและปลัดเทศบาลได้มีโอกาส พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันปีละ 1 ครั้ง ต่อมาปลัดเทศบาลได้เห็นความสำคัญของการรวมกันในสายวิชาชีพเดียวกัน และฐานะผู้เป็นหัวหน้าพนักงานประจำของเทศบาลควรที่จะได้รวมกัน เพื่อจะได้ปรึกษาหารือถึงงานในหน้าที่ช่วยคิดช่วยทำ ช่วยแก้ไขปัญหาของเทศบาลทั่วประเทศ จึงได้จัดตั้งชมรมปลัดเทศบาลขึ้น ซึ่งเดิมยังมีความหมายแคบไม่รวมถึงรองปลัด เทศบาล โดยปกติความก้าวหน้าในสายงานเดียวกัน เช่น จากรองปลัดเทศบาลไปเป็นปลัดเทศบาลและจากปลัดเทศบาล เมืองเล็กไปเป็นรองปลัดเทศบาลเมืองใหญ่ เพื่อให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของบุคคลร่วมสายงานเดียวกันจึงได้เปลี่ยนจากชมรม ปลัดเทศบาลเป็นชมรมนักบริหารงานเทศบาลอันหมายถึงปลัดเทศบาล รองปลัดเทศบาลและหัวหน้าแขวงซึ่งได้เริ่มกิจกรรม ของชมรมมาตั้งแต่ปี 2533 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ในช่วงปี พ.ศ.2540 - 2542 ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการบริหารชมรมนักบริหารงานเทศบาลอยู่ สองปี ซึ่งมีคณะกรรมการในขณะนี้ประกอบด้วย 1. นางสาวเหมยอิง อมรางกูร ปลัดเทศบาลนครนครราชสีมา เป็นประธานกรรมการ 2. นายโสภณ ชูประสิทธิ์ ปลัดเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด เป็นรองประธาน 3. นายวิริย์ ทรรทรานนท์ ปลัดเทศบาลเมืองภูเก็ต เป็นเหรัญญิก 4. นายสันธนะ บัวชาติ รองปลัดเทศบาลตำบลชุมแพ เป็นนายทะเบียน 5. นางสาวจุฑารัตน์ วุฒิสมบูรณ์ รองปลัดเทศบาลเมืองศรีราชา เป็นประชาสัมพันธ์ 6. นางอภิรดี เกิดศิริ ปลัดเทศบาลเมืองปทุมธานี เป็นกรรมการ 7. นายธนูศักด์ ขาวสนิท รองปลัดเทศบาลเมืองนนทบุรี เป็นกรรมการ 8. นายทองอาน พาไทสง ปลัดเทศบาลตำบลสำโรงใต้ เป็นกรรมการ 9. นายนิรินธน์ โพธิ์งาม ปลัดเทศบาลตำบลหนองแค เป็นกรรมการ 10. นางไขแสง เรี่ยมประการ รองปลัดเทศบาลตำบลบางกรวย เป็นกรรมการ 11. นางปราณีต ถาวร ปลัดเทศบาลเมืองปัตตานี เป็นกรรมการ
ตำแหน่งข้างต้นเป็นตำแหน่งขณะได้รับการคัดเลือกเป็นคณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการ ตามที่ได้รับแต่งตั้งได้ประชุม คณะกรรมการบริหารชมรมนักบริหารงานเทศบาลได้พิจารณาเห็นว่า ขณะนี้ได้มีชมรมต่าง ๆ ในงานของเทศบาลเกิดขึ้นมาก หลายชมรมโดยแบ่งตามสายวิชาชีพต่าง ๆ เช่น ชมรมนักบริหารการศึกษาซึ่งต่อมาได้จดทะเบียนเป็นสมาคมนักบริหารการ ศึกษา ชมรมช่างเทศบาล ชมรมนักบริหารงานคลัง ชมรมสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเทศบาลและเมืองพัทยา ชมรมนักบริหาร งานทั่วไป ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารชมรมนักบริหารงานเทศบาล จึงมีแนวความคิดที่จะรวมชมรมต่าง ๆ เข้าด้วยกันเป็น สมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย เช่นเดียวกับสมาคมข้าราชการพลเรือนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความ สามัคคีระหว่างพนักงานเทศบาลทั่วราชอาณาจักรให้เกิดความรักและความร่วมมือในการพัฒนาพนักงานเทศบาลและอาชีพ ให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นและส่งเสริมให้สมาชิกได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นความรู้และประสบการณ์ซึ่งกันและกันจึงได้ มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณาจัดตั้งสมาคม โดยให้มีหน้าที่ในการร่างข้อบังคับของสมาคมพนักงาน เทศบาล คณะอนุกรรมการประกอบด้วย 1. นางอภิรดี เกิดศิริ ปลัดเทศบาลเมืองปทุมธานี เป็นประธานอนุกรรมการ 2. นายทองอาน พาไทสง ปลัดเทศบาลตำบลสำโรงใต้ เป็นรองประธานอนุกรรมการ 3. นายนิรินธน์ โพธิ์งาม ปลัดเทศบาลตำบลหนองแค เป็นอนุกรรมการ 4. นางไขแสง เรี่ยมประการ รองปลัดเทศบาลตำบลบางกรวย เป็นอนุกรรมการ 5. นายสันธนะ บัวชาติ รองปลัดเทศบาลตำบลชุมแพ เป็นอนุกรรมการ 6. นายอาคม นันตติกูล รองปลัดเทศบาลตำบลบ้านบึง เป็นอนุกรรมการ 7. นายกมล เจนวาณิชยานนท์ รองปลัดเทศบาลตำบลสำโรงเหนือ เป็นอนุกรรมการ 8. นายสัญชัย ทองอุทัย รองปลัดเทศบาลตำบลแหลมฉบัง เป็นอนุกรรมการ 9. นายธีระวิทย์ ทองนอก รองปลัดเทศบาลตำบลท่าใหม่ เป็นอนุกรรมการ
คณะกรรมการได้ประชุมพิจารณาร่างข้อบังคับของสมาคมพนักงานเทศบาลหลายครั้ง โดยครั้งแรกได้ประชุมที่ เทศบาลสำโรงใต้ เพื่อวางกรอบและแนวคิดในการร่างข้อบังคับของสมาคม โดยได้กำหนดวัตถุประสงค์ของสมาคมไว้เพื่อเป็น กรอบในการร่างข้อบังคับของสมาคมแต่มิได้ให้ยกเลิกชมรมนั้น ๆ และให้ประธานของชมรมต่าง ๆ ที่มีอยู่ในขณะนั้นเข้าร่วม เป็นขณะผู้จัดตั้งด้วย โดยได้มอบหมายให้นายกมล เจนวาณิชยานนท์ รองปลัดเทศบาลตำบลสำโรงเหนือ และนายอาคม นันตติกูล รองปลัดเทศบาลตำบลบ้านบึง เป็นผู้ไปยกร่างเพื่อนำเสนอคณะอนุกรรมการต่อไป การประชุมคณะอนุกรรมการครั้งต่อไปได้กำหนดให้เทศบาลเมืองปทุมธานีเป็นหลักในการประชุม การประชุม พิจารณาร่างข้อบังคับของสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย ได้มีการประชุมหลายครั้งที่สำนักงานเทศบาลเมืองปทุมธานี ซึ่งได้รับความสะดวกจากนายกเทศมนตรีเมืองปทุมธานี ด้วยดีเสมอมาจนทำให้ร่างข้อบังคับสำเร็จด้วยดี ดังมีรายละเอียด เป็นข้อบังคับของสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย ในปัจจุบันคณะอนุกรรมการได้นำเสนอร่างข้อบังคับสมาคม พนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทยต่อคณะกรรมการบริหารชมรมนักบริหารงานเทศบาลจนได้มีมติให้ความเห็นชอบร่าง ข้อบังคับของสมาคมดังกล่าว เมื่อคณะกรรมการบริหารชมรมนักบริหารงานเทศบาลให้ความเห็นชอบแล้วได้ติดต่อประสานงานไปยังประธาน ชมรมต่าง ๆ เพื่อร่วมพิจารณาข้อบังคับของสมาคมอีกครั้ง ปรากฏว่าได้รับความร่วมมือจากประธานชมรมต่าง ๆ เป็นอย่างดี คณะกรรมการบริหารชมรมนักบริหารงานเทศบาล จึงได้มอบอำนาจให้ นางอภิรดี เกิดศิริ ปลัดเทศบาลเมืองปทุมธานีในขณะ นั้นไปจดทะเบียนของจัดตั้งสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย ที่จังหวัดปทุมธานี ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2541 โดยใช้ อาคารสำนักงานเทศบาลเมืองปทุมธานี เลขที่ 12 ถนนเทศปทุม ตำบลบางปรอก อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี เป็นสำนักงาน ชั่วคราวไปก่อน สมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทยมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ที่ตั้งสมาคมพนักงานเทศบาล แห่งประเทศไทย อาคารสำนักงานเทศบาลเมืองปทุมธานีเลขที่ 12 ถนนเทศปทุม ตำบลบางปรอก อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ใบอนุญาต เลขที่ 4/2541
|