00563-1PHP infoBoard V.7 Plus
อีกครั้ง...กับค่าบำรุงส.ท.ท.?!?

เรียนพี่น้องผองเพื่อนที่รักทุกท่าน

          ทีแรกตั้งใจว่าจะไม่เอ่ยถึงเรื่องค่าบำรุง สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย แล้ว  เพราะคิดว่า  เมื่อกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้รับคำวินิจฉัยจาก คณะกรรมการกฤษฎีกา แล้ว  เรื่องนี้ น่าจะยุติกันได้  แต่การหาเป็นเช่นนั้นไม่

          ข่าวที่ปรากฎแก่สื่อสารมวลชน  บ่งบอกว่าฝ่ายที่ได้รับประโยชน์จากการเก็บเงินค่าบำรุง ส.ท.ท. ยังไม่หยุดการเคลื่อนไหว  และดูเหมือนพยายาม หาช่องทางหักล้างคำวินิจฉัย  หรือหาทางออกเพื่อให้ เทศบาลต่างๆ ส่งค่าบำรุง ส.ท.ท. ตามเดิม  ดังจะเห็นข่าว คณะผู้บริหาร ส.ท.ท. เข้าพบ มท. 2 เพื่อเรียกร้องให้กระทรวงมหาดไทย ออกระเบียบรองรับการจ่ายเงินค่าบำรุง ส.ท.ท.  ซึ่งมีการอ้างว่าจะส่งผลให้สมาคม อบจ.และอบต.ได้อานิสงส์ในการเก็บค่าบำรุงด้วย

           ผมขอฝากข้อสังเกตและวิพากษ์ เรื่องนี้ ในฐานะผู้ที่มีส่วนได้เสียโดยตรงว่า

           1.อยากให้ท่านที่พยายามเคลื่อนไหวอยู่นี้ ได้โปรด ศึกษา ดูทางหนีทีไล่ต่างๆ ให้ดี  ผมเห็นว่า  คำวินิจฉัยคณะกรรมการกฤษฎีกานั้นชัดเจนแล้วนะครับ และน่าจะมีผลให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นต้องปฏิบัติตามด้วย  บทสรุปของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ว่า " ในปัจจุบันยังไม่มีระเบียบที่ออกตามมาตรา 67(9) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 อนุญาตให้เทศบาลจ่ายเงินค่าบำรุงสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ได้แต่อย่างใด  หากกระทรวงมหาดไทยประสงค์จะให้เทศบาลมีรายจ่ายในเรื่องนี้ได้  ก็สมควร อาศัยอำนาจตามมาตรา 67(9) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาลฯ ออกระเบียบกระทรวงมหาดไทยกำหนดเพิ่มเติมขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องระมัดระวังมิให้เป็นการเกินอำนาจตามที่กฎหมายกำหนดไว้ "

           2.สิ่งที่เราต้องวิเคราะห์กันต่อก็คือ...เทศบาลจะสามารถตั้งจ่ายเงินเป็นค่าบำรุงให้องค์กรเอกชน ที่มีลักษณะแบบ ส.ท.ท. ได้หรือไม่  ซึ่งในความเห็นของผมเชื่อว่า ไม่สามารถทำได้  เพราะมิใช่ หน้าที่ของเทศบาล และผมก็เห็นสอดคล้องกับเหตุผลของหน่วยงาน สตง. ครับ   แต่สมาคมองค์กรเอกชนต่างๆ รวมทั้ง ส.ท.ท.  สามารถ ขออุดหนุนได้  เพียงแต่ต้องจัดทำเป็นโครงการและเป็นไปตามกรอบระเบียบ ที่ ทางราชการกำหนด และมาถึง ขณะนี้  ความเห็นของผม ก็เห็นว่า  แม้ ส.ท.ท. จะขออุดหนุนเป็นค่าบำรุง ก็ไม่สามารถทำได้ครับ

           3.กรณีที่มีความพยายามจะขอให้กระทรวงมหาดไทยออกระเบียบรองรับการจ่ายค่าบำรุงสมาคมส.ท.ท. หรือจะโยงไปถึงสมาคมท้องถิ่นอื่นๆ ผมก็เชื่อว่า ไม่สามารถทำได้  หรือแม้นมีการออกระเบียบดังกล่าวออกมาก็เชื่อว่าจะไม่ผ่านความเห็นชอบจากด่านสกัดต่างๆ เช่น

           - ด่านแรกเลยก็คือ คณะกรรมการกฤษฎีกา สตง.  คือเหตุผลก็น่าจะเป็นว่า  ไม่ใช่หน้าที่ของ อปท. ที่จะไปจ่ายหรืออุดหนุนเงินเป็นค่าบำรุงให้แก่องค์กรเอกชน  แม้องค์กรนั้นจะเป็นของเทศบาลหรือของอปท.ก็ตาม หรือไม่ก็มีสิทธิถูกแย้งใช้อำนาจเกินกรอบกฎหมาย แล้วถ้าจะออกระเบียบ*** แบบเป็นรายจ่าบผูกพันล่ะก็  ก็จะกลายเป็นการใช้อำนาจเกินอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ อย่างแน่นอน

           - ด่านที่สอง ที่จะต้องถูกสกัดก็คือ จากบุคลากร ของ ท้องถิ่นด้วยกันนี่แหละ เช่น ฝ่ายสภา  ฝ่ายข้าราชการพนักงานต่างๆ  เพราะการจะอุดหนุนและจ่ายเป็นค่าบำรุงนี่  ถามว่า ถ้าจะจ่าย  ก็ต้องจ่ายหมดทุกองค์ กร  มิฉะนั้นก็จะถูกฟ้องเรื่องเลือกปฏิบัติ ถามว่า  หากจ่ายทุกองค์กร อปท. จนำเงินที่ไหน ไปจัดทำบริการสาธารณะต่างๆที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นหน้าที่

           4.แต่ถ้าหากผมเตือนแล้วพวกท่านยังไม่ฟัง  อยากจะทำต่อ ก็ขอแนะนำว่า  พยายามนำเรื่องนี้  ขึ้นศาลปกครองให้ได้ครับ  อย่าใช้วิธีการซื้อเวลา หรือเล่นเกมส์  คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นเพียงความเห็นทางกฎหมาย มิใช่กฎหมายหรือคำพิพากษา เพราะฉะนั้น หน่วยงาน หรือองค์กรใด ต้องการโต้แย้งสิทธิ ก็ดำเนินการเลยครับ  อย่าปล่อยเวลาให้ยืดเยื้อ  เราจะได้นำเวลาไปใช้ประโยชน์  ด้านอื่น  อยากให้เรื่องถึงศาลก็ไม่ยากนี่ครับ..เที่ยวนี้ ผมเชื่อว่า  มีหลายเทศบาลแปรญัตติตัดงบประมาณส่วนนี้  ท่านนายกเทศมนตรี ก็ฟ้องสิครับ  หรือท่านเจ้าหน้าที่งบประมาณ คือปลัดเทศบาล  ท่านใด ข้องใจ ฟ้องเลยครับ...อ้อถ้าไม่รู้จะเลือกที่ไหน..แนะนำว่า เทศบาลเมืองยโสธร นี่แหละ  วันที่ 19 ส.ค.2553 สภาประชุมวาระที่สอง ผมแปรญัตติตัดงบนี้ และตัดงบเดียวด้วยครับ..และผมเชื่อว่า เพื่อนๆสมาชิกเห็นด้วย  เพราะผมเห็นว่า ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาและของ สตง เป็นสิ่งที่น่ารับฟัง  และน่าเชื่อถือกว่าของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ครับ  เหตุที่ผมพูดเช่นนี้ ก็เพราะว่า ตั้งแต่มีปัญหาเรื่องค่าบำรุงนี้  ผมยังไม่เห็นกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แสดงท่าทีหรือนำเสนอเรื่องนี้  อย่างชัดเจน เช่น ในหนังสือซักซ้อมก็ไม่เคยมี ถามก็ไม่ตอบ  แม้แต่คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา  ออกมาเป็นสัปดาห์แล้ว เว็บไซด์ของกรมส่งเสริมก็มี  ไม่เห็นมีการเผยแพร่แต่อย่างใด ทั้งๆที่ กรมส่งเสริมก็ทราบดีว่า  ช่วงนี้  เทศบาลทั่วประเทศกำลังจัดทำงบประมาณรายจ่าย 54  และรอท่าทีที่ชัดเจนจากกรม เมื่อกรมไม่ทำอะไรที่ชัดเจน  จึงเป็นสิทธิ  ที่เทศบาลต่างๆจะทำอะไรก็ได้กับเรื่องนี้  ตามดุลยพินิจ  ของแต่ละเทศบาล

           แล้วถามว่าทางแก้หรือคำแนะนำคืออะไร  ซึ่งผมขอเสนอดังนี้

           1.ผมอยากให้บุคลากรชาวท้องถิ่นทุกภาคส่วน เปลี่ยนทัศนคติใหม่ ในการดำเนินกิจกรรมของ องค์กร คือ ไม่ควรคิดหรือใช้วิธีการที่หมิ่นเหม่ ต่อกฎหมาย ระเบียบที่ห้ามปฏิบัติ เลิกแนวคิดที่จะนำเงินของอปท. มาเป็นค่าบำรุงขององค์กร  องค์กรชาวท้องท้องถิ่น ควรคิดวิธีการหารายได้ ด้วยวิธีอื่น  ซึ่งกฎหมายก็เปิดช่อง ให้แล้ว  เช่น  การตั้ง "สหการ "

           2.องค์กรของชาวท้องถิ่น  นอกจากจะไม่เบียดบังรายได้จากท้องถิ่นแบบที่นิยมทำกันอยู่นี้  ควรคิดว่า  ทำอย่างไร  องค์กรของชาวท้องถิ่นนี้   จะหารายได้ส่งคืน อปท. ต่างๆ  ซึ่งหากมีผู้บริหารองค์กรที่มีวิสัยทัศน์  เรื่องนี้ ไม่ยากเลย ยกตัวอย่างเช่น หากมีการตั้งเป็น " สหการเทศบาล " องค์กรนี้ ย่อมมีสิทธิดูแลผลประโยชน์ของชาวเทศบาลท่วประเทศ  ทำเทศพาณิชย์ ได้  ระดมทุนจากเทศบาล จัดประชุมหรือทำกิจกรรมจากรายได้ดอกผลได้ ผลกำไรจากการดำเนินการต่างๆ สามารถส่งคืนเทศบาลที่เป็นสมาชิกได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ  ซึ่งผมคิดว่า แค่ สหการจัดอบรม พนักงานของเจ้าหน้าบุคคลากรต่างๆของเทศบาลเอง ก็กำไรเหลือเฟือแล้ว  จัดสร้างอาคารที่พัก เพื่อรองรับชาวเทศบาล ในจังหวัดต่างๆที่เป็นศูนย์กลาง ก็กำไรเหลือเฟือ  จัดตั้งจุดขายสินค้าต่างๆ  หรือแม้แต่ในอนาคต หากพัฒนามากๆ  ก็สามารถจะจัดตั้งกองทุนเงินหมุนเวียนได้เอง  การทำสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ได้เองก็ กำไรมหาศาล...

           3.เมื่อชาวท้องถิ่นเปลี่ยนทัศนคติใหม่ พยายามยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง  ในอนาคตก็มีสิทธิที่จะเลี้ยงตัวเองได้ ปัญหาต่างๆ ก็จะลดลง ที่เห็นๆก็คือเรื่องงบประมาณ เงินอุดหนุนต่างๆ  แทนที่เราจะเรียกร้องให้อุดหนุนเทศบาลต่างๆ เราก็เรียกร้องลงจุดเดียว  น่าจะตัดปัญหา เรื่องการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เป็นธรรมได้

           4.ภาพลักษณ์องค์กรของชาวท้องถิ่นก็จะดียิ่งขึ้น ต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้ บางองค์กรของชาวท้องถิ่น  ถูกวิจารณ์ว่า เป็นองค์กรของฝ่ายบริหาร ขาดความโปร่งใส เป็นแหล่งผลประโยชน์  ใช้ฟอกงบ  เล่นพรรคเล่นพวก เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามามีส่วนได้เสีย  เป็นองค์กรที่เลี้ยงไม่โตเบียดบังทรัพยากรท้องถิ่น  โดยเฉพาะเงินภาษีอากรต่างๆ ที่ควรใช้ให้เกิดประโยชน์ สูงสุดต่อชาวท้องถิ่น  แต่กลับนำไปใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟื่อย  และเป็นองค์กรที่สร้างความร้าวฉานในท้องถิ่น  เพราะมีการจัดโครงสร้างการบริหารที่ขาดการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ

           จากที่กล่าวมานี้  ผมเห็นว่า  หากพี่น้องชาวเทศบาล ทุกภาคส่วน เรามาตั้งสติกันใหม่  ระดมสมองบุคลากรทุกภาคส่วน เปิดเวทีรับฟังความเห็น  เปิดใจให้กว้าง ยอมรับในฐานานุรูปและฐานานุศักดิ์ ของกันและกัน   การพัฒนาวงงานเทศบาล..ก็ไม่เกินความสามารถของพวกเรา   เพราะฉะนั้น  ท่านที่ยังเคลื่อนไหวเรื่องค่าบำรุง ส.ท.ท.  อยู่นี้  กลับลำเถิดครับ...ผิดครั้งแรกนี่ ให้อภัยกันได้  แต่ถ้าจะผิดซ้ำสองนี้...ใจคอจะไม่ละอายเลยหรือครับ...อย่าดันทุรังเลยครับ

                                 ขอแสดงความนับถือ

                               นายสุขกาย  สุริยะโรจน์

                         สมาชิกสภาเทศบาลเมืองยโสธร



นายสุขกาย สุริยะโรจน์ - sukkaisuriya at hotmail.com
14/08/2010 - 12:05 - 125.26.255.xx
หมายเหตุ... สำหรับประเด็นที่มีการตั้งคำถามว่า
1.คณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ได้มีความเห็นว่า หนังสือกรมการปกครอง ที่สั่งใหจ่ายค่าบำรุง ส.ท.ท.ปี 2538 เป็นหนังสือสั่งการ หรือไม่นั้น..ประเด็นนี้ ก็ตอบได้ง่ายๆว่า คณะกรรมการกฤษฎีกา เขาเห็นว่า ในเมื่อระเบียบรองรับยังไม่มี ก็แสดงว่า หนังสือดังกล่าวจะเป็นหนังสือสั่งการ หรือไม่ ไม่สำคัญเพราะ ถ้าคิดว่า หนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือสั่งการ ก็แสดงว่า "สั่งการโดยไม่มีระเบียบหรืออำนาจรองรับ " ซึ่ง มันก็คือสั่งการโดยไม่ชอบนั้นเอง...และถ้าคณะกรรมการกฤษฎีกาเขาต้องตีความจริงๆว่า เป็นหนังสือสั่งการที่ไม่ชอบล่ะครับ...คราวนี้ ใครบ้างล่ะ ที่จะต้องรับผิดชอบ ผมว่า คนที่เอาหนังสือนี้ มาอ้างนั่นแหละ มีสิทธิที่จะรับผิดเต็มๆ ก็เพราะเหตุนี้ นี่แหละครับว่า ทำไม บางหน่วยงานของรัฐ หรือระบุให้ชัดก็ได้คือ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ไม่พยายาม อ้าง
ถึง หรือพูดถึงเรื่องนี้อย่างเปิดเผย ทำได้เพียงการส่งหนังสือไปหารือ
2.ส่วนประเด็นที่บอกว่า เก็บค่าบำรุง มา 50 ปี แล้วไม่เห็นมีปัญหา ทำไมพึงมามีตอนนี้ เรื่องนี้ก็ตอบง่ายๆ ว่า " กาลิเลโอ นั้น บอกว่าโลกกลมแต่ชาวโลกจะพิสูจน์ได้ ก็หลังจากกาลิเลโอ ตายไปหลายร้อยปีแล้ว " อะไรที่มันผิด ก็ทำให้มันถูกสิครับ


นายสุขกาย สุริยะโรจน์ ลบ -
14/08/2010 - 15:55 - 125.26.205.xx
การตั้ง ส.ท.ท. เพื่อเป็นศูนย์กลางของเทศบาลทั้งประเทศที่สามารถจัดกิจกรรมต่าง ๆ ได้โดยความคิดที่ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อมวลสมาชิก ที่กระทรวงมหาดไทยคิดและทำในขณะที่ยังเป็นฝ่ายกำกับดูแลและร่วมบริหารงาน ส.ท.ท. แต่ปัจจุบันเปลี่ยนรูปแบบการบริหารไปแล้ว ทำไมไม่คิดถึงประโยชน์ที่เทศบาลสมาชิกในภาพรวมได้รับจาก ส.ท.ท.ละครับ ทำไมต้องขัดขวาง ทำไมต้องเล็งเห็นแต่ผลร้าย ทำไมต้องมีความคิดอคติ ทำไม และทำไม ไม่คิดถึงสิ่งที่ดี ๆ บ้าง ส.ท.ท.ตั้งมาตั้งแต่ปี 2503 ตอนนั้นคุณเกิดหรือยัง หรือว่าอายุเท่าไหร่ ถ้าคุณรักเทศบาลจริง มาช่วยกันคิดสิว่า ส.ท.ท.และเทศบาลสมาชิกจะก้าวหน้าไปได้อย่างไร หน่วยงานอื่นๆ จะได้เชื่อถือและยกย่องที่สามารถสร้างคุณประโยชน์ให้พี่น้องประชาชนได้ดีกว่ารัฐบาล หรือหน่วยงานราชการอื่นๆ
ส.ท.ที่คิดต่าง ลบ -
18/08/2010 - 09:11 - 124.157.239.xx
เรียน ท่านสท.ที่คิดต่าง
ก่อนที่ท่านจะบอกผม ท่านควรไปบอกกลุ่มบุคคลที่เขาบริหาร ส.ท.ท. ดูซะก่อนว่า...แค่เปิดเวทีให้ ส.ท. ได้มีโอกาสแสดงวิสัยทัศน์เพื่อการบริหาร ส.ท.ท. ที่ดี ยังไม่มีเลย...แล้วท่านจะมาตำหนิผมทำไม
สิ่งที่ผมนำเสนอมามีแต่สิ่งดีๆ เพื่อประชาชนและชาวเทศบาลทั้งมวล ทั้งนั้น แต่ประเด็นที่รับไม่ดีก็คือ ไม่อยากให้ ส.ท.ท. เป็นที่แสวงหาผลประโยชน์ให้แก่คนบางกลุ่ม เสร็จแล้วก็อ้างว่า เพื่อประโยชน์แก่ชาวเทศบาลทั้งมวล มันทั้งมวลตรงไหน...เพราะคนที่เขาบริหาร ส.ท.ท. เขาก็ยืนยันมาโดยตลอดว่า ส.ท.ท. เป็นเวที ของนายกเทศมนตรี และปลัดเทศบาล คือเป็นอง์กรของผู้บริหารเทศบาล..แค่นั้น
ผลจากการต่อสู้ ท้วงติง ของ ส.ท.สุขกาย สุริยะโรจน์ นี่แหละ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมานิดหนึ่งคือ พรุ่งนี้ 20 ส.ค.53 ณ เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด จะมีการเลือกตัวแทน สมาชิกสภาเทศบาลจากภาคิสาน 19 จังหวัด 1 ท่าน เพื่อเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของท่าน นายกไพร พัฒโน ถือเป็นก้าวย่างที่พัฒนาที่สุด นับตั้งแต่ ก่อตั้ง ส.ท.ท. ตั้งแต่ ปี 2503 พรุ่งนี้...จะมี ส.ท. 1 คน จาก ส.ท. ทั่วประเทศ ประมาณ 25,000 คน ได้รับเกียรติ มีส่วนร่วม ใน ส.ท.ท. ผมนั้นตื้นตันใจจนนำตาไหลครับ เป็น ส.ท. มา 7 ปี เออพึงจะเห็นวันพรุ่งนี้ นี่แหละ ที่ ส.ท.ท. เห็นความสำคัญของ ส.ท.
ท่าน ส.ท. ที่คิดต่างครับ...นี่นะครับความยุติธรรมที่ท่านมองเห็น...ผมว่า พรุ่งนี้ มันคงเป็นวันเลิกทาส ของ ชาวสภาเทศบาลล่ะครับ
ส่วนประเด็นที่ท่านว่า...ผมมีอคติ..คิดร้าย ขัดขวาง โห...ท่าน สตง. ทั้ง สำนักงาน นี่นะ...คณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 1 ทั้งชุดนี่นะ เมื่อทั้งสองภาคส่วนนี้ เสนอความคิดออกมาแล้ว ผมไม่ทราบว่า เราจะยังคิดอยู่อีกหรือครับว่า เขามีอคติ และ ขัดขวาง ผมว่า ตัวผมนี่ แสดงให้เห็นว่า คนเป็น ส.ท. นั้น ถ้าเป็น ส.ท. จริง มีเจตนา สุจริต เพื่อส่วนรวมจริง ก็ควรที่จะเปิดเผยตัวตน...ประเภทใช้นามแฝง แอบอ้างว่าเป็น ส.ท...แต่ใจเป็นทาส ไร้จิตวิญญาณ ของตัวแทนปวงชน ท้องถิ่น อย่าทำครับ...มันเสียชื่อสถาบัน ส.ท.
กล้า...กล้า...หน่อยครับ
ขอขอบคุณ
นายสุขกาย สุริยะโรจน์ ลบ -
19/08/2010 - 17:42 - 125.26.205.xx

 

หน้า : 1