การย้าย การโอน การรับโอน การเลื่อนระดับ และการเลื่อนขั้นเงินเดือน (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 10 ) พ.ศ. 2553 ดังนี้
2553 ว่า กรณีเหตุจำเป็นหรือเหตุขัดแย้ง และไม่สามารถโอนพนักงานโดยหลักความสมัครใจได้ ให้ ก.ท.จ. / ก.อบต. จังหวัด แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท้จจริง แล้วเสนอความเห็นให้ ก.ท.จ. / ก.อบต. จังหวัด มีมติ เมื่อมีมติเป็นประการใดให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปตามมตินั้น
ผมได้ตรวจดูความในข้อ 29 ซึ่งยกเลิกข้อ 29 ของประกาศเดิม ตามประกาศดังกล่าวนี้แล้ว ในฐานะที่ผมเป็นพนักงานเทศบาลผู้หนึ่งที่อยู่ในข่ายอาจจะต้องถูกบังคับให้ปฏิบัติตามประกาศดังกล่าวนี้เป็นรายแรกของประเทศ รู้สึกเสียวสันหลังวาบ หัวหน้ากองคลัง และหัวหน้ากองช่าง ว่า ไม่สนองนโยบาย ไม่มีมนุษยสัมพันธ์กับผู้นำชุมชน ทำงานมานานแล้วเทศบาลไม่สามารถพัฒนาได้เท่าเทียมกับเทศบาลอื่น ๆ และข้อกล่าวหาอื่น ๆ อีกมากมาย และยังมีการนำมวลชนมา
”
เหตุการณ์ข้างต้น ล้วนเกิดขึ้นก่อนที่จะมีประกาศ ก.ท. ฉบับที่ 10 นี้ เสมือนหนึ่งว่า ประกาศฉบับนี้ออกมาใช้ เพราะถูกเรียกร้องจากนักการเมืองผู้มีอำนาจบาทใหญ่ มีเส้นมีสายที่อยากจะออกหลักเกณฑ์เพื่อมากลั่นแกล้งใครก็ได้ และออกมาเพื่อจะให้ผมและเพื่อนพนักงานเทศบาลที่ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งที่ผิดระเบียบกฎหมายของนายกเทศมนตรี ซึ่งจะต้องโดนข้อหาไม่สนองนโยบาย หรือถูกกล่าวหาว่าขัดขวางการทำงานของนายกเทศมนตรี จนเกิดภาพของความขัดแย้งระหว่างพนักงานเทศบาลกับผู้บริหารขึ้น และเข้าหลักเกณฑ์ของประกาศดังกล่าว จนต้องถูกตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และคณะอนุกรรมการฯ ก็จะสรุปผลการตรวจสอบว่า ” “ ”
ที่ผมกล่าวมานั้น ไม่ใช่เป็นกระต่ายตื่นตูม ที่บางท่านอาจคิดว่าเรื่องยังไม่เกิดก็ตีตัวไปก่อนไข้ แต่ท่านลองวิเคราะห์ความในข้อ 29 ตามประกาศนี้ ให้ดีอีกครั้ง ท่านจะพบพิรุธหรือมีนัยแอบแฝงหลายประการ ดังนี้
1. ข้อ 29 กำหนดว่า กรณีความปรากฏต่อคณะกรรมการพนักงานเทศบาล (ก.ท.จ.) ว่า มีเหตุผลความจำเป็นเพื่อให้การบริหารงานบุคคลของเทศบาลและการปฏิบัติราชการของพนักงานเทศบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ หรือเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ระหว่างพนักงานเทศบาล ผู้บริหาร ผู้นำชุมชน และไม่สามารถดำเนินการโอนพนักงานเทศบาลระหว่างเทศบาลภายในจังหวัด ตามหลักความสมัครใจได้ให้ดำเนินการดังนี้ ฯลฯ
วิเคราะห์ความตามวรรคหนึ่งนี้ ก็มีอะไรแปลกใหม่ที่ชวนให้คิดว่า ต่อไปนี้ท้องถิ่นต่าง ๆ คงต้องมีแต่ความวุ่นวาย หรือความขัดแย้งมากขึ้นกว่าเดิมเป็นแน่ เพราะแต่เดิมหลักเกณฑ์ในข้อ 29 ได้กำหนดให้ฝ่ายพนักงานเทศบาล หรือฝ่ายผู้บริหารฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย เป็นผู้แจ้งเรื่องการโอนหรือเหตุขัดแย้งไปยัง ก.ท.จ. เพื่อพิจารณาแต่งตั้งอนุกรรมการฯ แต่ประกาศ ก.ท. ฉบับนี้ กำหนดแค่เพียงกรณีมีความปรากฏต่อ ก.ท.จ. เท่านั้น ไม่ต้องมีฝ่ายใดยื่นคำร้องหรือร้องขอ เลขานุการ ก.ท.จ. ก็ตั้งเรื่องเข้าระเบียบวาระการประชุม ก.ท.จ.ได้แล้ว แถมยังเพิ่มฝ่ายที่มีความขัดแย้งเข้ามาอีก คือ ”
ท่านทราบหรือไม่ครับว่า ลำพังแค่ความขัดแย้งระหว่างพนักงานเทศบาล กับ ผู้บริหาร ก็หนักพอแรงอยู่แล้ว นี่ยังเพิ่มเอาผู้ใหญ่บ้านเข้ามาอีกหรือ อย่างนี้พนักงานเทศบาลก็ไม่ต้องทำอะไรล่ะครับ ต้องคอยห่วงหน้าพะวงหลังอย่างแน่นอน ท่านลืมไปหรือครับว่า ในชุมชนชนบท คนที่จะได้เป็นนายกเทศมนตรีต้องอาศัยใครเป็นฐานเสียงให้ตัวเอง ไม่ใช่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านหรอกหรือที่เป็นหัวคะแนนให้กับนายกฯ โดยมีการสัญญากันว่าถ้าได้เป็นนายกฯ แล้ว ก็จะเอาลูก เอาหลานของผู้ใหญ่บ้าน เหล่านั้นมาทำงานเป็นลูกจ้างที่เทศบาล ดังนั้น นายกฯ กับผู้ใหญ่ ก็ย่อมเป็นพรรคพวกเดียวกันทั้งนั้น ไม่ต้องครบทุกหมู่บ้านในเขตเทศบาลหรอก แค่นายกฯ มีพรรคพวกเป็นผูใหญ่เพียง 2
ที่ผมวิเคราะห์เช่นนี้ หาใช่มีเจตนาที่จะดูถูกหรือดูหมิ่นผู้นำชุมชน หรือประชาชนในท้องถิ่นหรอกนะครับ เพราะเราปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้วว่า ภาคการตรวจสอบที่ดีที่สุดคือภาคประชาชน ผู้นำชุมชนที่ดี มีความเป็นกลางทางการเมือง เข้าใจระบบระบบราชการ ก็มีอยู่อีกมาก แต่ที่ผมเป็นห่วงก็คือ ผู้นำชุมชนที่ถูกดึงไปเป็นเครื่องมือทางการเมืองของนักการเมือง โดยมีผลประโยชน์ก้อนโตเป็นเหยื่อล่อ และสุดท้ายก็จะตกเป็นเบี้ยล่างของนักการเมืองชั่ว ที่เข้ามาเพื่อหวังแต่ผลประโยชน์ของตนเองอย่างเดียว ไม่คำนึงถึงระเบียบกฎหมาย พอพนักงานเทศบาลทักท้วงว่าเรื่องนั้น เรื่องนี้ทำไม่ได้เพราะขัดระเบียบกฎหมาย ก็กล่าวหาว่าพนักงานเทศบาลไม่สนองนโยบายของตนเอง หรือหาว่าขัดขวางการทำงาน ไม่พัฒนาบ้านเมืองบ้างต่าง ๆ นานา แต่ก็อย่างว่าละครับ กฎหมายเขียนไว้ให้อำนาจนักการเมืองเสียล้นฟ้า เพราะคนเขียนกฎหมายก็คือนักการเมืองนั้นเอง พนักงานเทศบาลอย่างเรา ๆ จะทำอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้ นอกจากคำว่า ”
ผมไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมทีนายกฯ ถูกร้องเรียน หรือถูกกล่าวว่าประพฤติมิชอบต่อหน้าที่ หรือมีกรณีทุจริตต่อหน้าที่ ไม่เห็นมีกฎหมาย หรือกฎอะไรสักอย่าง ที่จะบังคับให้นายกฯ ต้องชะลอการปฏิบัติหน้าที่ หรือให้ประจำจำหวัด หรือประจำอำเภอ เหมือนเช่นเวลาที่พนักงานเทศบาลอย่างเรา ๆ ถูกร้องเรียน ถูกกล่าว หรือถูกสอบสวนทางวินัยบ้าง ทีพนักงานเทศบาลกลับมีมาตรการเยอะแยะมากมาย ทั้งสั่งให้ประจำ ก.จังหวัดชั่วคราว สั่งให้ไปช่วยราชการ ที่ส่วนราชการอื่นบ้าง หรือสั่งประจำสำนักงานไม่ให้ทำหน้าที่บ้าง โดยอ้างเหตุว่าหากให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่จะไปยุ่งเหยิงกับพยาน กลัวไปข่มขู่พยาน สารพัดแต่จะทำไปเหมือนกับว่าพนักงานเทศบาลเรานั้นเป็นทาสของใครบางคน ผมถามหน่อยครับ ในเทศบาลกฎหมายเขียนไว้ให้ใครใหญ่ที่สุด ไม่ใช่นายกฯ หรอกหรือ แล้วเมื่อนายกฯ ใหญ่ที่สุด ใครล่ะที่จะข่มขู่พยานซึ่งเป็นพนักงานเทศบาลได้ ก็นายกฯ อีกนั่นแหละ แล้วทำไม่มีมาตรการบังคับเหมือน
ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยนั้นมีอยู่จริงนะครับ ไอ้ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างสวยหรูว่า ทุกคนเสมอกันในทางกฎหมายนั้น วันนี้ท่านลองกลับมาคิดใหม่ดูอีกทีนะครับว่าจริงหรือเปล่า
2. มาวิเคราะห์กันต่อในข้อ 29 (2) ของประกาศ ก.ท. เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือก การบรรจุแต่งตั้ง การย้าย การโอน การรับโอน การเลื่อนระดับ และการเลื่อนขั้นเงินเดือน (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 10 ) พ.ศ. 2553 ซึ่งกำหนดว่า เมื่อคณะกรรมการพนักงานเทศบาล (ก.ท.จ.) ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว หากปรากฏว่ามีเหตุผลจำเป็นอันสมควร ให้คณะกรรมการพนักงานเทศบาล (ก.ท.จ.) มีมติให้พนักงานเทศบาลโอนไปสังกัดเทศบาลอื่นได้ เมื่อคณะกรรมการพนักงานเทศบาล (ก.ท.จ.) มีมติเป็นประการใด ให้นายกเทศมนตรีที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปตามมตินั้น ภายใน 45 วัน
วิเคราะห์ดูใจความในข้อนี้ ยิ่งเสียวเข้าไปใหญ่ พี่แกเล่นบอกว่า ก.ท.จ.ก็ยังสามารถมีมติให้โอนไปอยู่ที่อื่นได้ ถ้า ก.ท.จ.เห็นว่า มีเหตุอันควร ซึ่งก็ไม่รู้ว่าอันควรของใครบ้างล่ะนะครับ ถ้าเกิดมีคณะกรรมการบางท่านใน ก.ท.จ. แอบไม่ชอบขี้หน้าผมอยู่ ก็อาจจะยกมือในที่ประชุมแล้วบอกว่า “ ” หรือบางครั้ง อาจจะมีนักการเมืองระดับชาติซึ่งเป็นผู้เบื้องหลังให้กับนายกเทศมนตรีฯ ไปร๊อบบี้คณะกรรมการ ก.จังหวัด หลายคน ให้มีธงอยู่ในใจแล้วว่า ต้องย้ายผมออกจากเทศบาลตำบลหนองสอนี้ให้ได้ เพราะถ้าผมอยู่ นายกฯ จะไม่ได้แสวงหาผลประโยชน์อย่างสะดวก แล้วนักการเมืองเหล่านั้นก็จะไม่ได้ผลประโยชน์ตามไปด้วย สุดท้ายแล้วผมก็ต้องตายอย่างเขียด จากที่ไม่ผิดในทางกฏหมาย ผมก็ต้องกลายเป็นคนผิด กลายเป็นคนชั่ว คนเลว ในสายตาของสังคม เพราะถูกย้ายออกนอกพื้นที่ตามข้อกล่าวหา แล้วอย่างนี้ ท่านว่ามันน่ากลัวหรือเปล่าครับ
แต่ที่น่ากลัวไปอย่างนั้น ก็คือ ประกาศหลักเกณฑ์ฉบับดังกล่าวนี้ ไม่ได้ระบุว่าให้ ก.ท.จ. มีมติให้โอนไปที่เทศบาลในจังหวัดได เพียงแต่บอกว่า มีมติให้โอนไปเทศบาลอื่น เท่านั้น ซึ่งถ้าเกิดผมเจอแจ๊คพ๊อต บังเอิญมีคนเหม็นขี้หน้าผมหลายคน และมีนักกฎหมายประเภทตีความแบบศรีธนนชัย หาช่องเล่นงานกลั่นแกล้งผม ผมอาจถูก ก.ท.จ. มีมติให้โอนไปอยู่เทศบาลแห่งใด แห่งหนึ่ง ในจังหวัด
ยะลา หรือ นราธิวาส ก็เป็นไป ทั้งที่ไม่เต็มใจไป เพราะที่นั่นตำแหน่งคงว่างอยู่เยอะ และหลักเกณฑ์ก็เปิดช่องไว้แล้ว เวรกรรมจริง ๆ ไม่รู้ทำกรรมอะไรไว้ เห็นไหมละครับว่า น่ากลัวแค่ไหน ท่านที่ทำงานอย่างสบายอยู่ขณะนี้ ก็อย่างเพิ่งดีใจไปครับ วันหน้าการเมืองเปลี่ยน ผู้บริหารเปลี่ยน ท่านอาจจะรู้สึกเหมือนผม คนไทยถ้าไม่เห็นโลงศพแล้วมักจะไม่หลั่งน้ำตา ผมอยากให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง หรือแม้กระทั่ง ก.กลาง ได้โปรดทบทวนประกาศหลักเกณฑ์ดังกล่าวใหม่อีกครั้ง อย่างน้อยก็ควรคงหลักของความสมัครใจของพนักงานเทศบาลไว้บ้าง หรือควรต้องสอบถามก่อนมีมติให้โอนว่า พนักงานเทศบาลเหล่านั้นประสงค์จะโอนไปที่เทศบาลที่มีตำแหน่งว่างนั้น ๆ หรือไม่ แต่ประกาศฉบับนี้ไม่มีเลย พิจารณาดูแล้ว คล้าย ๆ กับเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ที่พนักงานเทศบาลนั่งทำงานอยู่ดี ๆ มีคำสั่งจากกรมการปกครองให้ย้ายไปที่อื่นโดยไม่รู้ตัว หรือว่าจะเป็นยุทธวิธีการดึงอำนาจกลับสู่ราชการส่วนกลางอีกครั้ง หรือยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ยังไงก็เป็นข้าราชการชั้นสอง ใครจะจูงไปทางไหนก็ได้
ผมขอให้เพื่อน พี่ น้อง พนักงานเทศบาลทั่วประเทศ ได้โปรดช่วยกันหันมาใส่ใจถึงสิทธิ ความมั่นคงในอาชีพราชการของตนเองให้มากขึ้น อย่างปล่อยให้ผู้มีอำนาจ ต้องมาใช้อำนาจกลั่นแกล้งพวกเรา เสมือนพวกเป็นลูกเมียน้อยอยู่เช่นนี้ ซึ่งการที่ ก.ท. มีมติให้ประกาศหลักเกณฑ์ฉบับนี้ ผมถือว่า เป็นมติอัปยศ ที่จะสร้างความขัดแย้งระหว่างพนักงานเทศบาล ผู้บริหาร และผู้นำชุมชนให้มีมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม คอยดูสิครับถ้าไม่เชื่อผม ประกาศหลักเกณฑ์ฉบับนี้ จะเป็นเครื่องมือชิ้นดีให้กับนายกเทศมนตรีฯ ที่นำเอาไปใช้กลั่นแกล้งพนักงานเทศบาลผู้ไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อตนเอง ไม่ยอมทำเรื่องผิด ๆ เพื่อให้ตัวเองได้ผลประโยชน์ แล้วก็จะสร้างเรื่องเป็นความขัดแย้งระหว่างผู้บริหารกับพนักงานเทศบาลให้เกิดขึ้นปรากฏต่อ ก.ท.จ. ท่านไม่ทราบหรือครับว่า ขณะนี้ท้องถิ่นต่าง ๆ ได้มีการเลือกนายกฯ ใหม่เข้าบริหารงานเยอะแยะ และบรรดาท่าน ๆ เหล่านี้ที่ได้เป็นนายกฯ ก็ล้วนแต่ใช้เงินไปไม่ต่ำกว่าคนละ 2-3 ล้านบาท เมื่อเข้ามาบริหารงานก็ย่อมต้องเร่งถอนทุนคืน คนที่จะตายคือใครครับ ก็คือปลัดฯ คลัง ช่าง และพนักงานต่าง ๆ นั่นแหละครับที่ต้องถูกบังคับให้ทำงานแบบไม่ต้องสนใจระเบียบ กฎหมาย เพราะถ้ายึดตามระเบียบกฎหมายแล้ว มันไม่สามารถหาเงินให้นายกฯ ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ปลัดฯ คนไหนที่ไม่ยอมทำงานโดยเลี่ยงระเบียบกฎหมาย เป็นคนตรงฉิน ซื่อสัตย์สุจริต ก็จะอยู่ร่วมกับบรรดานายกฯ เหล่านี้ไม่ได้ สุดท้ายนายกฯ ก็จะหาเรื่องย้ายปลัด และพนักงานไปให้พ้น ๆ ทางหากินของตัวเอง นี่แหละครับคือจุดจบของข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่ตรงฉิน สุดท้ายบ้านเมืองก็จะมีคนโกงกิน เลียแข้งเลียขานายกฯ เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้น ก็จะอยู่ไม่ได้ กฎหมายก็แต่ให้อำนาจนายกฯ เพิ่มขึ้นทุกวัน การที่ ก.ท. มีประกาศหลักเกณฑ์ฉบับนี้มา จึงเป็นเพียงการแก้ไปปัญหาที่ปลายเหตุ และไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งกับข้าราชการส่วนท้องถิ่น ผมขอประณามผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการออกประกาศฉบับนี้ทุกคน และต้องขอกราบประทานอภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย หากทำให้ท่านเหล่านั้นไม่พอใจในตัวผม แต่ผมคิดว่า อีกไม่เกิน 6 เดือน นับวันที่ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะมีคนต้องหลั่งน้ำตาเพราะโดนชะตากรรมแบบเดียวกันกับ
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและพิจารณาทบทวนอีกครั้งจักขอบพระคุณยิ่ง
ขอแสดงความนับถือ